วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567

หินสามวาฬ

 

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ เป็นกลุ่มหินอายุ 75 ล้านปีซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู จังหวัดบึงกาฬ ประเทศไทย เป็นหน้าผาหินทรายขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายกับวาฬพ่อแม่ลูกสามตัวว่ายน้ำเคียงกัน  มีเพียงพ่อวาฬและแม่วาฬเท่านั้นที่สามารถเดินเท้าเข้าถึงได้ 


Hin Sam Wan is a group of 75-million-year-old rocks located in the National Reserved Forest, Kala Rainforest, Phu Sing Forest, and Pink Dong Forest. Bueng Kan Province, Thailand is a large sandstone cliff that resembles three parent whales swimming together.Only the father and mother whales can reach it on foot.



หินสามวาฬเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชมวิวและกางเต็นท์พักแรมโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ปีก่อนๆในช่วงฤดูฝน เส้นทางเข้าถึงหินสามวาฬมีสภาพเป็นดินโคลนซึ่งทำให้เดินทางเข้าถึงได้ยากลำบากแต่ปัจจุบันถนนเข้าชมจุท่องเที่ยวทุกจุดเป็นถนนคอนกรีตรถเข้าถึงได้ ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ทางอุทยานก็ยังคงสงวนสิทธิ์ที่ให้ขึ้นได้เฉพาะรถที่จัดไว้ให้เท่านั้น โดยคิดค่าบริการ 500 บาทต่อคัน ค่าเข้าชมคนละ20 บาท ต่างชาติ คนละ100 บาท  


Hin Sam Wan is a tourist attraction for sightseeing and camping, especially during the winter. Previous years during the rainy season The route to Hin Sam Wan is muddy, which makes it difficult to access, but at present the road to visit every tourist spot is a concrete road that can be accessed by car. However, The park still reserves the right to allow only the vehicles provided. The service charge is 500 baht per vehicle, admission fee is 20 baht per person, foreigners 100 baht per person.





เมื่อเราอยู่บนวาฬตัวแม่เราก็จะได้เห็นวิวทั้งวาฬตัวพ่อและตัวลูกก็เหมาะที่จะไปชมเป็นจุดแรกโดยเฉพาะคนที่อยากขึ้นมาชมพระอาทิตย์อุทัยซึ่งก็สามารถเดินทางมาจากตัวเมืองรวมถึงเวลาที่จะขึันมาถึงตรงจุดนี้ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง 








หลังแสงเช้าหมดไปก่อนที่จะร้อนก็รีบเดินมุดอุโมงกอไผ่ไปไม่ไกลก็ไปขึ้นหลังวาฬตัวพ่อและถ้าเราไม่ใช้บริการโดรน  ก็ควรจะทิ้งเพื่อนไว้สักคนที่ผีมือดีหน่อยไว้ที่วาฬตัวแม่เพื่อให้เก็บภาพระยะไกลให้ได้ ถ้าไม่มีใครไว้ใจได้ก็ให้คนขับรถนี่แหละช่วยได้










Looking from this point, you will see that the background is a plain along the Mekong River on both the Thai and Lao sides. Even though it was late, we could still see the white mist floating over the Mekong River dividing the border of the two countries, and we could see Phu Langka of Thailand and the dark mountains of Laos in the distance.


มองจากจุดนี้จะเห็นเบคกราวด์เป็นที่ราบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว โดยแม้จะสายแล้วแต่ก็ยังคงสังเกตจะเห็นหมอกลอยขาวเหนือแม่น้ำโขงเป็นทิวแบ่งพรมแดนทั้ง2 ประเทศ และเห็นภูลังกาของไทยและทิงเขาทมึนของลาวอยู่ไกลออกไป


จุดท่องเที่ยวที่2 จุดชมวิวถ้ำฤาษี  จะเป็นจุดชมวิว แต่ส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ชมวิวทิวทัศน์อะไร เพราะเค้าจัดไม้กวาดไว้ให้ขี่บินเที่ยวกันซะมากกว่าก็สนุกสนานกันไปตามอัตภาพ






จุดต่อไป หินช้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติใกล้ๆ กับประตูภูสิงห์ มีลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่ยื่นออกไปที่หน้าผา รูปร่างคล้ายหัวช้าง จึงเป็นที่มาของชื่อ “หินช้าง”เราเข้าถึงเราจนเดินไปแตะหัวช้างได้




จุดต่อไป

ลานธรรมภูสิงห์

ตรงจุดนี้จะลานกว้างอยู่ด้านทิศเหนือของภูสิงห์มีหินทรายแดงขนาดใหญ่มองดูคล้ายสิงโตหมอบอยู่ข้างลาน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ภูสิงห์” และมีพระพุทธรูป “หลวงพ่อพระสิงห์” เป็นสถานที่ใช้เป็นที่สวดมนตร์ภาวนาและจัดกิจกรรมทางศาสนาประจำทุกปี นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นแม่น้ำโขง เมืองปากกระดิ่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 



At this point there is a large courtyard on the north side of Phu Sing. There is a large red sandstone that looks like a lion crouching next to the courtyard. This is the origin of the name "Phu Sing" and there is a Buddha image.


Luang Pho Phra Singh” is a place used for prayers and religious activities held every year. It is also a beautiful viewpoint. Can see the Mekong River Muang Pakkrading, Lao People's Democratic Republic Thammaphusingh Square


จุดต่อไปคือประตูภูสิงห์ เป็นช่องประตูหินที่นักท่องเที่ยวไปแอคชั่นถ่ายรูปได้หลายๆท่าแล้วแต่ใครจะครีเอทกันไป ถ้ายังไม่จุใจก็มีสามารถเดินไปต่อที่หน้าผาให้ออกไปเดินเสียวๆสันหลังเล่นๆได้







จุดสุดท้าย “ส้างร้อยบ่อ” คือก้อนหินริมหน้าผา ที่ผ่านการเซาะกร่อนของ ลม ฝน มาเป็นเวลานานจนเกิดหลุมน้อยใหญ่จำนวนมากพรุนไปหมด เป็นที่มาของ คำว่า “ส้างร้อยบ่อ” คำว่า “ส้าง” ในภาษาอีสานถ้าแปลเป็นภาษากลางก็คือ “บ่อน้ำ” แปลรวมๆก็คือ …”บ่อน้ำร้อยบ่อ” อยู่ติดหน้าผาด้านตะวันตก ในฤดูฝนจะมีน้ำขัง ตอนผมไปเป็นหน้าแล้งเลยไม่มีน้ำขัง จุดตั้งอยู่บนหน้าผาด้านทิศตะวันตกของภูสิงห์ ถ้าขึ้นมาช่วงบ่ายก็สามารถรอนั่งชมพระอาทิตย์ตกใกล้พลบค่ำได้อย่างสวยงาม





สรุปสนุกทุกเพศวัย


วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

วัดพระธาตุหนองบัว

"เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์"


ปีนี้ไปเมื่อต้นปีเยือนอุบลมาแล้วตามคำขวัญท่อนแรกและวรรคสุดท้าย เหลือช่วงกลางคราวนี้ได้มาเห็นเป็นที่ประจักษ์ ยืนยันได้ชัดเจน



พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หรือพระธาตุหนองบัว 

พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หรือที่ชาวอุบลเรียกกันว่า “พระธาตุหนองบัว” สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2500 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนา  พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นี้ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า


Buddhist temple known for its soaring chedi with intricate gold detailing and seated Buddha statues.Phra That Chedi Si Maha Phot (Phra That Nong Bua) modeled after the Bodh Gaya pagoda, India.Inside the pagoda, stories of the Buddha's 500 rebirths are engraved.There are two large Naga statues.


พุทธที่ขึ้นชื่อเรื่องเจดีย์สูงตระหง่านประดับด้วยทองคำอย่างประณีตและมีพระพุทธรูปปางสมาธิ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ (พระธาตุหนองบัว) จำลองตามเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย ภายในเจดีย์ มีการสลักเรื่องราวของพระพุทธเจ้าทั้ง 500 ชาติ มีรูปปั้นนาคใหญ่สององค์



ภาพจาก ททท



พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นี้  เดิมมีความกว้างด้านละ 6 เมตร องค์พระธาตุทั้ง 4 ด้านแกะสลักพระประจำวันเกิด และกลีบบัวประดับ ฐานล่างแกะรูปพระพุทธเจ้าปางประสูติ ตรัสรู้ปฐมเทศนา และปรินิพพาน
  • ต่อมาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานยังองค์พระบรมธาตุ และได้ทำการก่อสร้างพระธาตุองค์ใหญ่ครอบพระธาตุองค์เล็กไว้ โดยมีฐานรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 17 เมตร ส่วนยอดฉัตร 4 ชั้น ลงรักปิดทอง ที่ยอดฉัตรเป็นรูปดอกบัวตูม ทำด้วยทองคำหนัก 31 บาท ฐานตอนล่างสุดเป็นรูปมารยกฐานไว้ ถัดขึ้นไปเป็นรูปพระสงฆ์สาวกยืนในซุ้มด้านละ 8 องค์รวม 32 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพระเจ้าสิบชาติสลักเป็นช่อง ๆ 1 ช่อง ต่อ 1 เรื่อง รวมทั้งหมด 10 ช่องและเหมือนกันทั้ง 4 ด้าน ถัดขึ้นไปอีกเป็นลายรัดประคตรูปเทพนั่งบนแท่นสลับกับลายกนก ถัดขึ้นไปอีกประดับลายปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าในปางต่าง ๆ สูงจนถึงยอดเจดีย์ ที่มุมฐานทั้งสี่ที่อยู่ด้านล่างเป็นรูปครุฑแบก เหนือขึ้นมาเป็นนาค 7 เศียร

    รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งทั้ง 4 มุมของกำแพงแก้วประดิษฐานพระเจดีย์ธาตุขนาดเล็กอีก 4 องค์ เป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมประดับลายรูปเทพพนมและลายกนก ที่ฐานปั้นเป็นรูปเทวดาประทับนั่งในซุ้มภายในองค์ประธาตุมีประตูทางเข้า 4 ด้าน สร้างเสร็จในปี พ.ศ.​ 2512



    ด้านหลังของพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ มีอุโบสถศาลาซึ่งสร้างเลียนแบบรูปทรงมาจากปรินิพพานวิหารเมืองกุสินาราย รัฐอุตร ประเทศประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า



    อุโบสถศาลาวัดพระธาตุหนองบัว

    อุโบสถศาลาที่วัดพระธาตุหนองบัวนี้ สร้างเป็นอาคารตรีมุข คือ มีหลังคายื่นออกไปเป็นสามด้าน หลังคารูปร่างโค้งมน มีระเบียงพาไลโดยรอบตกแต่งด้วยลวดลายวิจิตรงดงาม ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งเป็นพระประธานในซุ้มตรีมุข เพดานโค้งด้านบนเขียนรูปเทวดาดั้นเมฆพนมมือบนพื้นสีแดง ตรงกลางเป็นรูปดาว ส่วนล่างเขียนจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ ส่วนเสา พื้น และผนังบุหินแกรนิต






  • รูปปั้นลอยตัวก่ออิฐถือปูนขบวนต้นเทียนพรรษาของวัดพระธาตุหนองบัว ตั้งอยู่ด้านหน้าทั้งสองข้างของอุโบสถศาลา วัดพระธาตุหนองบัว


  • ขบวนต้นเทียนพรรษาของวัดพระธาตุหนองบัว  วัดพระธาตุหนองบัว ชนะเลิศการประกวดประจำปี ฝีมือช่างปั้นประจำวัด






Ceropegia หญ้าพันเกลียว

Ceropegia   Ceropegia  is a  genus  of plants within the  family   Apocynaceae , native to Africa, southern Asia, and Australia. It was name...